วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2559
ดอกชบา
วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2559
ดอกกัลปพฤกษ์
กัลปพฤกษ์ (Wishing Tree) เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง และจัดเป็นไม้ดอกประดับชนิดหนึ่ง เนื่องจากดอกกัลปพฤกษ์ออกดอกเป็นช่อสั้นๆ แต่จำนวนช่อดอกมาก และมีสีสวยงามจากสีของดอกที่ผสมกันระหว่างสีชมพูอ่อน และสีขาว จนได้สมญานามว่า ดอกซากุระเมืองไทย
ต้นกัลปพฤกษ์ มีชื่อวิทยาศาสตร์: Cassia bakeriana Craib เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดขอนแก่น และดอกกัลปพฤกษ์เป็นดอกไม้ประจำมหาวิทยาลัยขอนแก่น
ชื่อสามัญ : Wishing Tree, Pink Shower
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
กัลปพฤกษ์เป็นไม้ยืนต้นพลัดใบขนาดเล็กถึงกลาง พบได้มากทางภาคอีสาน และภาคเหนือ มีความสูงลำต้นได้มากกว่า 12 เมตร แตกกิ่งในระดับต่ำ ทอดกิ่งในแนวตั้งขึ้นด้านบน มีทรงพุ่มแบนกว้าง มีทรงพุ่มโปร่ง ไม่หนาทึบ เปลือกลำต้นมีลักษณะเรียบ ผิวเปลือกมีสีเทา ยอดอ่อน และกิ่งอ่อนมีขนปกคลุมหนาแน่น
ใบ
ใบกัลปพฤกษ์มีลักษณะเป็นใบประกอบ คล้ายใบต้นขี้เหล็ก มีก้านใบหลักยาวประมาณ 15-40 เซนติเมตร ประกอบด้วยก้านใบย่อย แต่ละก้านใบย่อยมีใบ 5-10 คู่ ใบมีลักษณะรูปไข่ ปลายใบกลม ฐานใบมน ขอบใบเรียบ แต่ละใบมีก้านใบยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร ใบกว้างประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร ยาวประมาณ 4-10 เซนติเมตร และอาจพบติ่งสั้นบริเวณปลายสุดของใบ แผ่นใบมีขนละเอียดปกคลุมทั้งสองด้าน แต่ด้านหลังใบจะมีขนมากกว่าด้านท้องใบ
ดอก
ดอกกัลปพฤกษ์จะเริ่มออกเมื่อกิ่งทิ้งใบหมด ดอกจะแทงออกเรื่อยๆจนทั่วกิ่ง และจะเริ่มร่วงพร้อมกับการแทงยอดใบใหม่ ดอกตูมของกัลปพฤกษ์จะมีสีชมพูอ่อน เมื่อดอกบานจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูรื่อ และบานเต็มที่จะเปลี่ยนเป็นสีขาว ซึ่งในแต่ละช่อดอกจะมีดอกตูม และดอกบานผสมกัน ทำให้มองเห็นเป็นช่อดอกที่มีสีขาว และสีชมพูอ่อนผสมกัน
ดอกกัลปพฤกษ์จะออกเป็นช่อ ยาวประมาณ 4-8 เซนติเมตร ออกเรียงกันจำนวนมากตามปลายกิ่ง ดอกประกอบด้วยกลีบเลี้ยงรูปหอกแกมรูปไข่ที่อยู่ด้านนอกสุด จำนวน 5 กลีบ มีสีแดงเข้ม กว้างประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ถัดมาเป็นกลีบดอก จำนวน 5 กลีบ แต่ละกลีบกว้างประมาณ 2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 4-5 เซนติเมตร มีสีชมพูอ่อนขณะตูม และบานเปลี่ยนเป็นสีขาว ถัดมาภายในดอกมีเกสรตัวผู้ มีขนาดใหญ่ไม่เท่ากัน
ผล/ฝัก
ผลหรือเรียกว่า ฝัก มีลักษณะกลมยาวคล้ายฝักคูน (ราชพฤกษ์) แต่มีขนาดเล็กกว่า และบางช่วงของฝักมักกิ่ว ไม่กลมสม่ำเสมอทั่วฝัก ฝักมีเส้นผ่าศุนย์กลางประมาณ 1-2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 30-40 เซนติเมตร ฝักอ่อนมีสีเขียว มีขนนุ่มสีเทาปกคลุม เมื่อแก่เต็มที่จะเปลี่ยนเป็นเทาดำ และมีสีดำมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อแก่จัดจนถึงฝักร่วง ฝักจะมีรอยปริแตกตามแนวขวางของฝัก ภายในฝักแบ่งเป็นช่องๆตามขวางที่เป็นที่อยู่ของเมล็ด แต่ละฝักจะมีเมล็ดประมาณ 30-40 เมล็ด ฝักจะเริ่มแก่ประมาณเดือนเมษายน-พฤษภาคม
เมล็ด
เมล็ดจะอยู่ในช่องว่างตามแนวขวางของฝัก แต่ละช่องประกอบด้วย 1 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะค่อนข้างกลม และแบน ขนาดเมล็ดประมาณ 0.8-1 เซนติเมตร
ความเชื่อเกี่ยวกับต้นกัลปพฤกษ์
ต้นกัลปพฤกษ์ เป็นต้นไม้สำคัญในความเชื่อโบราณ ที่กล่าวถึงว่าเป็นต้นไม้สารพัดนึก เป็นต้นไม้ที่ทำให้ผู้ที่ปรารถนาจะได้สิ่งใดก็จะได้รับสิ่งนั้น นอกจากนั้น ยังปรากฏในวรรณกรรมทางศาสนาเรื่องไตรภูมิ หรือเรียกในชื่ออื่น เช่น “ไตรภูมิพระร่วง” “เตภูมิกถา” “ไตรภูมิกถา” “ไตรภูมิโลกวินิจฉัย” และ “เตภูมิโลกวินิจฉัย” ที่แต่งในสมัยสุโขทัย ประมาณ พ.ศ. 1882 แต่งขึ้นเมื่อ วันพฤหัสบดี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ปีระกา โดยพระยาลิไท ที่ทรงมีพระประสงค์ที่จะเทศนาโปรดพระมารดา และเพื่อจำเริญพระอภิธรรม ต้นกัลปพฤกษ์ในเรื่องไตรภูมิ ถูกใช้เป็นตัวแทนต้นไม้ประจำทวีปทางด้านทิศเหนือหรืออุตตรกุรุทวีปของแผนที่ โลก ซึ่งต้นไม้ที่ทำให้ผู้ที่ปรารถนาจะได้สิ่งใด ก็จะได้รับสิ่งนั้นตามความปรารถนา และเปรียบได้กับแก้วสารพัดนึก
ต้นไม้ประจำทั้ง 4 ทวีป
– ทางทิศตะวันออก มีทวีปชื่อว่า วิเทหะหรือเรียกว่า บุพพวิเทหะ ต้นไม้ประจำทวีป คือ ต้นซีก
– ทางทิศใต้ มีทวีปชื่อว่า ชมพู หรือเรียกว่า ชมพูทวีปเป็นทวีปที่เราอาศัยอยู่ต้นไม้ประจำทวีป คือ ต้นชมพู หรือ ต้นหว้า
– ทางทิศตะวันตก มีทวีปชื่อ อมรโคยาน ต้นไม้ประจำทวีป คือ ต้นกระทุ่ม
– ทางทิศเหนือ มีทวีปชื่อ อุตตรกุรุ ต้นไม้ประจำทวีป คือ ต้นกัลปพฤกษ์
ในวรรณกรรมกล่าวถึงอุตตรกุรุทวีป หรือ แผ่นดินทางทิศเหนือ ที่มีผู้ที่มีบุญอาศัยอยู่ ผู้คนเหล่านี้เป็นผู้ที่มีความสุข ปราศจากเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ และภยันตรายทั้งปวง และอุดมไปด้วยข้าวปลาอาหาร ผู้คนปราถนาสิ่งใด ไม่ว่าจะเป็นข้าวปลาอาหาร หรือ แก้วแหวนเงินทอง สิ่งนั้นจะปรากฏขึ้นที่ต้นกัลปพฤกษ์ (สุมาลี เอกชนนิยม, 2548)(2)
ประโยชน์กัลปพฤกษ์
• กัลปพฤกษ์ เป็นไม้ดอกประดับ ที่นิยมปลูกตามสถานที่ราชการต่างๆ เนื่องจากมีดอกออกเป็นช่อสวยงามคล้ายดอกซากุระของญี่ปุ่น
• กัลปพฤกษ์ นิยมปลูกเป็นไม้มงคลที่คนโบราณเชื่อว่า หากคนในครอบครัวประสงค์สิ่งใดก็จะได้ตามปราถนา และเป็นต้นไม้ที่นำโชคลาภเงินทองมาให้แก่สมาชิกในครอบครัว • กัลปพฤกษ์ปลูกไว้เป็นร่มเงาในที่สาธารณะ หรือ ตามบ้านเรือน
• กิ่ง และเนื้อไม้ใช้ทำฟืนในครัวเรือน
• ไม้กัลปพฤกษ์นำมาแปรรูป เป็นไม้ตกแต่งบ้านเรือน เช่น ฝ้า ราวบันได ไม้แต่งเสา เป็นต้น
• ใบ และดอกกัลปพฤกษ์สามารถนำมาเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ได้ เช่น สุกร โค กระบือ เป็นต้น
• สารในเปลือกสามารถนำมาตกตะกอนโปรตีนได้ นำมาประยุกต์ใช้สำหรับฟอกหนัง
สารสำคัญที่พบ
ใบกัลปพฤกษ์พบสาร β-sitosterol และ quiercetin (3,5,7,3′,4′-pentalydroxyflavone) (พัฒนา และประนอม, 2532)(1) นอกจากนั้น ยังพบสารสำคัญหลายชนิด ที่เป็นกลุ่มหลัก ได้แก่ glucoside, flavonoid, alkaloids, fixed oil
สรรพคุณกัลปพฤกษ์
1. ดอก
– นำมาต้มดื่ม ออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
– นำมาต้มดื่มหรือใช้บดทาแผล ออกฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านเชื้อแบคทีเรีย
– นำมาต้ม ใช้ลดน้ำตาลในเลือด รักษาโรคเบาหวาน
2. ราก เปลือก และแก่น
– ราก ใช้ต้มเพื่อลดไข้
– ราก และเปลือก ใช้ฝนสำหรับทาผิวหนังรักษากลาก เกลื้อน และโรคผิวหนังต่างๆ
– เปลือก และแก่น นำมาต้มอาบ ใช้ฆ่าเชื้อ และรักษาโรคผิวหนัง
– ราก เปลือก และแก่น นำมาต้มดื่ม ใช้เป็นยาระบาย และแก้ท้องเสีย
3. ใบ และดอก
– ใช้กินสดหรือต้มดื่มสำหรับเป็นยาระบาย
– กินสดหรือต้มน้ำรับประทาน ใช้ต้านอนุมูลอิสระ
– นำมาต้มดื่ม เพื่อลดน้ำตาลในเลือด ใช้ต้าน และรักษาโรคเบาหวาน
– ใช้บดทาผิวหนัง ทาแผล ต้านแผลอักเสบ
4. ฝัก และเมล็ด
– เนื้อฝัก และเมล็ด นำมาต้มดื่ม ใช้เป็นยาระบาย แต่หากดื่มในความเข้มข้นมากจะทำให้เกิดอาเจียน
– นำมาต้มดื่ม ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ
การปลูกกัลปพฤกษ์
กัลปพฤกษ์พบกระจายมากในภาคเหนือ และภาคอีสาน เป็นต้นไม้ที่ชอบดินร่วนปนทราย มีการระบายน้ำดี ไม่ชอบพื้นที่น้ำท่วมขัง
การปลูก และขยายพันธุ์ นิยมปลูกด้วยเมล็ด ที่สามารถเก็บได้จากฝักแก่บนต้น หรือ ฝักที่ร่วงในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน นอกจากนั้น ยังปลูก และขยายพันธุ์ได้ด้วยวิธีการตอน ซึ่งจะได้ต้นใหม่ที่ไม่สูง วิธีนี้ก็เป็นที่นิยม เนื่องจากลำต้นไม่สูงมาก แต่มักมีอายุน้อย และทนต่อสภาพแวดล้อมไม่สู้การปลูกด้วยเมล็ด
การเลือกฝักมาเพาะเมล็ด ควรเลือกฝักจากต้นที่สมบูรณ์ ไม่มีรอยโรค ลำต้นมีกิ่งมาก ดอกออกดก และที่สำคัญ ฝักต้องอวบใหญ่ และกลมสม่ำเสมอตลอดทั้งฝัก
การเพาะเมล็ด ให้เพาะในถุงเพาะชำ (ถุงดำเพาะกล้า) ด้วยการผสมดินกับปุ๋ยคอกหรือวัสดุเกษตรอื่น เช่น แกลบดำ และขุยมะพร้าว เป็นต้น อัตราส่วนดินต่อวัสดุผสมที่ 1:2
ก่อนเพาะเมล็ด ต้องเลือกเมล็ดที่อวบใหญ่ ไม่ควรใช้เมล็ดเสีย โดยนำมาทดสอบด้วยการแช่น้ำ เมล็ดที่จมน้ำถือว่าเป็นเมล็ดที่ดี และหากต้องการให้เมล็ดงอกเร็ว ให้นำไปแช่น้ำร้อน นาน 1-2 นาที ก่อนลงเพาะ
ดอกกล้วยไม้
ประวัติกล้วยไม้
กล้วยไม้เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ในวงศ์ Orchidaceae เป็นไม้ตัดดอกยอดนิยม เนื่องจากมีลักษณะดอก และสีสันลวดลายสวยงาม เป็นไม้ตัดดอกที่มีอายุการใช้งานได้นาน กล้วยไม้เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญของไทย เพราะเป็นไม้ส่งออกขายต่างประเทศทำรายได้เข้าประเทศปีละหลายร้อยล้านบาท มีการปลูกเลี้ยงอย่างครบวงจร ตั้งแต่การผสมเกสร เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เลี้ยงลูกกล้วยไม้ เลี้ยงต้นกล้วยไม้จนกระทั่งให้ดอก ตัดดอกบรรจุหีบห่อ และส่งออกเอง
แหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าที่สำคัญของโลกมี 2 แหล่งใหญ่ๆ ด้วยกันคือ ลาตินอเมริกา กับเอเชียแปซิฟิค สำหรับในลาตินอเมริกาเป็นอาณาบริเวณอเมริกากลางติดต่อกับเขตเหนือของอเมริกาใต้
ส่วนแหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าในภูมิภาคเอเชีย และแปซิฟิค มีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง จากการค้นพบประเทศไทยมีพันธุ์กล้วยไม้ป่าเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อการเจริญงอกงามของกล้วยไม้มาก และกล้วยไม้ป่าที่ในพบในภูมิภาคแถบนี้มีลักษณะเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง แตกต่างจากกล้วยไม้ในภูมิภาคลาตินอเมริกา
ดอกกระทิง (พรรณไม้)
กระทิง ชื่อสามัญ Alexandrian laurel, Beautiful-leaf, Bornero mahogany, Indian laurel
กระทิง ชื่อวิทยาศาสตร์ Calophyllum inophyllum L. จัดอยู่ในวงศ์มังคุด (CLUSIACEAE หรือ GUTTIFERAE)[1],[2],[3]
สมุนไพรกระทิง มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า เนาวกาน (น่าน), สารภีทะเล (ประจวบคีรีขันธ์), ทิง (กระบี่), สารภีแนน (ภาคเหนือ), นอ(ภาคอีกสาน), กระทึง กากทึง กากะทิง กากระทึง (ภาคกลาง), กะทึง กาทึง ทึง (ภาคใต้), ไท่กวั๋อหงโฮ่วเขอ หูถง (จีนกลาง) เป็นต้น[1],[2],[3]
ต้นกระทิง เป็นพันธุ์ไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในแถบอินโดจีน (ไทย พม่า ลาว เวียดนาม เขมร มาเลเซีย อินเดีย ศรีลังกา)[4] ในประเทศไทยมีต้นกระทิงอยู่ 2 ชนิด ชนิดแรกใบสีเขียว (Calophyllum inophyllum Linn.) ส่วนอีกชนิดจะเป็นใบสีแดง (Calophyllum polyanthum Wall. ex Choisy) แต่ไทยเรามักจะใช้ต้นกระทิงใบเขียวกันมากกว่า[1]
ลักษณะของต้นกระทิง
- ต้นกระทิง จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ไม่ผลัดใบ เรือนยอดเป็นทรงพุ่มทึบ ไม่เป็นระเบียบ ลำต้นค่อนข้างสั้นและมักบิดแตกเป็นกิ่งใหญ่ ๆ จำนวนมากทั้งแนวนอนและแนวตั้ง หรือห้องลง มีความสูงของต้นประมาณ 8-20 เมตร เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือสีแดงเข้ม ต้นเมื่อแก่จะแตกเป็นร่อง ภายในมียางสีเหลืองใส ๆ เปลือกด้านในเป็นสีชมพู ส่วนแก่นไม้เป็นสีน้ำตาลอมแดง ตายอดเป็นรูปกรวยคว่ำ มีขนสีน้ำตาลปนสีแดงอยู่ประปราย โดยต้นกระทิงเป็นไม้ที่ชอบแสงแดดจัด มักขึ้นตามป่าใกล้ชายทะเล ป่าดงดิบ พบได้มากทางภาคใต้ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการตอนกิ่ง ชอบดินทรายระบายน้ำได้ดี แต่ขึ้นได้ในดินเกือบทุกชนิด หากได้รับน้ำมากพอใบจะเป็นมันสวยงาม (สำหรับการตัดแต่งพันธุ์ไม้ชนิดนี้ควรระมัดระวังน้ำยางสีเหลืองจากต้นด้วย เพราะมีความเป็นพิษ)[1],[4],[6]



- ใบกระทิง ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปรี หรือเป็นรูปไข่กลับแกมขอบขนาน โคนใบสอบ ปลายใบมนกว้างและมักหยักเว้าเล็กน้อย ใบมีความกว้างประมาณ 4-8 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8-15 เซนติเมตร ใบเป็นสีเขียวเข้ม เนื้อใบค่อนข้างหนาแข็ง และเกลี้ยง ขอบใบเรียบและผิวมันเคลือบ ท้องใบเรียบเป็นสีอ่อนกว่า มีเส้นแขนงใบถี่มากและขนานกัน มองเห็นไม่ชัดเจน ส่วนเส้นกลางใบเป็นร่องทางด้านหลังใบ ใบอ่อนเป็นสีน้ำตาลแดง เมื่อแก่จะแห้งเป็นสีน้ำตาล และมีก้านใบยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร (เปลือกของต้นมีสารแทนนินอยู่ 19%)[1],[6]


- ดอกกระทิง ออกดอกเป็นช่อตามปลายกิ่งและตามง่ามใบ ช่อละประมาณ 5-8 ดอก ดอกเป็นดอกเดี่ยวแยกกันอิสระ ดอกเป็นสีขาวมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ กลีบเลี้ยงดอกมี 4 กลีบ ยาวประมาณ 2.7-10 มิลลิเมตร โดยสองกลีบนอกจะเป็นรูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับและงอเป็นกระพุ้ง ยาวประมาณ 0.5 เซนติเมตร ส่วนอีกสองกลับถัดเข้าไปจะมีขนาดที่ใหญ่กว่าเล็กน้อย ส่วนกลีบดอกมี 4 กลีบ กว้างประมาณ 7-8 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 9-12 มิลลิเมตร ลักษณะเป็นรูปช้อน หรือรูปไข่กลับ ขอบงอ ดอกเมื่อบานเต็มที่จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร ลักษณะของดอกเป็นดอกตูมค่อนข้างกลมสีขาวนวล ดอกมีเกสรตัวผู้สีเหลืองจำนวนมาก มีกลิ่นหอม เป็นแต้มสีเหลืองรอบ ๆ เกสรตัวเมียที่ชูพ้นเกสรตัวผู้[1],[6]


- ผลกระทิง ผลเป็นผลสดค่อนข้างกลมและฉ่ำน้ำ ผลมีลักษณะทรงกลมหรือเป็นรูปไข่และแข็ง ผลมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-3 เซนติเมตร ผิวผลเรียบ ปลายผลเป็นติ่งแหลม ผลสดสีเขียว เมื่อผลสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง เมื่อผลแห้งผลจะย่นและเปลี่ยนเป็นสีออกน้ำตาลปนแดงอ่อน และภายในผลมีเมล็ดอยู่ 1 เมล็ด เมล็ดมีเปลือกแข็ง[1],[4] (เมล็ดเมื่อนำมาบีบหรือสกัดด้วยตัวทำลายอินทรีย์ จะให้น้ำมันสีเหลืองอมสีเขียวประมาณ 50-70% และมีกลิ่นที่ไม่ชวนดม หรือที่เรียกว่า Dill oil, Poppy Seed oil, และ Laurel oil นอกจากนี้ยังมีเรซินอีกด้วย)[1]


สรรพคุณของกระทิง
- ใช้ทั้งต้น มีรสเมาและฝาดเล็กน้อย ใช้เป็นยาสุขุม มีพิษเล็กน้อย (ทั้งต้น)[1]
- ดอกมีรสหอมเย็น ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ แก้อาการการเต้นของหัวใจผิดปกติ และใช้ปรุงเป็นยาหอม (ดอก,ดอกและใบ)[1],[2],[3],[4],[6]
- ดอกใช้เป็นยาชูกำลัง (ดอก)[5]
- ใบมีรสเมาเย็น สรรพคุณช่วยแก้อาการตาแดง ตาฝ้า ตามัว และใช้ล้างตา โดยใช้ใบตำกับน้ำสะอาดล้างตา (ใบ)[2],[3],[4],[6]
- ยางมีฤทธิ์ทำให้อาเจียน (ยาง)[1],[6]
- ยางจากต้นและเปลือกต้นใช้เป็นยาพอกทรวงอกแก้วัณโรคปอด (ยาง)[6]
- ยางมีฤทธิ์เป็นยาถ่าย ยาระบายอย่างรุนแรง (ยาง)[1],[6]
- ช่วยขับปัสสาวะ (ยาง)[6]
- น้ำคั้นจากใบใช้เป็นยาฝาดสมานภายนอกใช้กับโรคริดสีดวงทวาร (ใบ)[6]
- น้ำมันจากเมล็ดที่ทำให้บริสุทธิ์ ใช้กินแก้โรคหนองใน (น้ำมันจากเมล็ดบริสุทธิ์)[6]
- เปลือกต้นใช้ทำต้มเป็นยาขับปัสสาวะในโรคหนองใน (เปลือกต้น)[6]
- ช่วยแก้ประจำเดือนมาไม่เป็นปกติ และช่วยแก้อาการปวดประจำเดือนของสตรี (ดอกและใบ)[1]
- เปลือกต้นใช้ทำเป็นปลาสเตอร์ปิดแผล (เปลือกต้น)[3]
- ช่วยรักษาแผลสดห้ามเลือด (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)[1]
- ต้นกระทิง สรรพคุณเปลือกต้นใช้เป็นยาแก้คัน (เปลือกต้น)[1],[3]
- ยางจากต้นและเปลือกใช้ภายนอกสำหรับล้างแผลอักเสบเรื้อรัง (ยาง)[6]
- เปลือกต้นใช้ชำระล้างแผล (เปลือกต้น)[5] รากใช้เป็นยาล้างแผล (ราก)[6]
- ต้นและเปลือกต้นให้ยางใช้สำหรับทาแผล เป็นยาสมานแผลและกัดฝ้า (เปลือกต้น,ยาง)[1],[3],[6]
- ช่วยแก้โรคผิวหนัง ผื่นคัน แก้เหา และช่วยสมานแผล (น้ำมันจากเมล็ด)[6]
- ช่วยรักษาโรคเรื้อน (เปลือกต้น,น้ำมันจากเมล็ด)[1],[4]
- น้ำมันจากเมล็ด ใช้แก้หิดและกลากเกลื้อน (น้ำมันจากเมล็ด)[1],[6]
- รากช่วยแก้อาการฟกช้ำ (ราก) เปลือกต้นช่วยแก้อาการฟกช้ำดำเขียว (เปลือกต้น)[1]
- เปลือกต้นใช้เป็นยาทาภายนอกแก้อาการบวม (เปลือกต้น)[6]
- รากใช้เป็นยาแก้อาการปวดบวมเคล็ดขัดยอก (ราก)[1] ส่วนเมล็ด (น้ำมัน) รสเมาร้อนและมีน้ำมัน ใช้สำหรับถูนวดแก้อาการปวดข้อ แก้อาการเคล็ดขัดยอก แก้บวมได้ (น้ำมันจากเมล็ด)[1],[2],[3],[4],[6]
- ช่วยแก้อาการปวดเมื่อย ปวดตามแข้งตามขา เนื่องจากลมชื้น (ราก)[1]
- ช่วยแก้อาการปวดหลัง อันเนื่องมาจากไตพร่อง (ราก)[1]
- ชวยแก้อาการปวดข้อ ปวดกระดูก (ราก)[1]
วิธีการใช้ : ใบ เปลือกต้น ราก ถ้าเป็นยาแห้งให้ใช้ครั้งละ 10-15 กรัม ส่วนรากสดให้ใช้ครั้งละ 20-30 กรัม ถ้าใช้ภายในให้นำมาต้มกับน้ำดื่ม หากใช้ภายนอกเพื่อรักษาแผลสดห้ามเลือด แก้เคล็ดขัดยอก อาการปวดบวม ให้ใช้ตามที่ต้องการ[1]
advertisements
ข้อควรระวังในการใช้สมุนไพรกระทิง
- ยาจากสมุนไพรกระทิงมีพิษ เวลาใช้ต้องระมัดระวัง[1],[3]
- ยางจากต้นกระทิงมีพิษ มีฤทธิ์ทำให้อาเจียนและออกฤทธิ์เป็นยาถ่ายอย่างรุนแรง[1]
- ใบกระทิงมีสาร Saponin และสารเมื่อละลายน้ำแล้วจะมีสาร Hydrocyanic acid ออกมา จึงทำให้เป็นพิษต่อมนุษย์และปลา[1]
- หากนำผลของกระทิงไปสกัดด้วยแอลกอฮอล์ 60% จะทำให้สารที่ได้มาไม่เป็นพิษ[1]
ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของกระทิง
- สารสกัดชั้นน้ำและชั้นเมทานอลมีฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อ HIV-1 และยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ HIV-1 reverse transcriptase[7]
- สารสกัดจากเปลือกรากมีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย[7]
- สาร Calophyllolide ซึ่งเป็นสารจำพวก Lactone ที่แยกได้จากต้นกระทิงมีฤทธิ์ในการลดการอักเสบ[7]
- สารสกัดและสารที่แยกได้จากเปลือกรากของกระทิง มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียจำพวกแกรมบวก และสารจำพวก Coumarin ที่ได้จากต้นกระทิงมีฤทธิ์ในการยับยั้ง Retrovirus หลายชนิด[7]
- สารจากต้นกระทิงมีฤทธิ์ในการกระตุ้นการทำงานของ Phagocyte[7]
- ฤทธิ์ในการต้านเชื้อ HIV สารคูมารินส์ 2 ชนิด ที่พบในใบและกิ่งของต้นกระทิง คือ inophyllum B และ P มีฤทธิ์ในการยับยั้งเอนไซม์ reverse transcriptase ของ HIV-1[7]
ประโยชน์ของกระทิง
- ทั้งต้นและใบ สามารถนำมาใช้ทำเป็นยาเบื่อปลาได้[1],[6]
- น้ำมันจากเมล็ดสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการปรุงเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม และใช้ทำสบู่ได้[1],[4]
- น้ำมันจากเมล็ดนำมาใช้ผสมทำเป็นน้ำมันไบโอดีเซลได้[4]
- ยางจากต้นและเปลือกต้นใช้แต่งกลิ่น (ไม่ได้ระบุว่าแต่งกลิ่นอะไร)[6]
- นิยมปลูกต้นกระทิงเพื่อเป็นไม้ให้ร่มเงา ชอบอยู่ใกล้แหล่งน้ำ ปลูกได้ตั้งแต่ชายทะเลถึงบนเขาสูง หรือจะปลูกไว้ในกระถางก็ได้ เนื่องจากเป็นไม้ที่เจริญเติบโตช้า (ไม่ควรปลูกไว้ใกล้บริเวณอาคาร เพราะต้นกระทิงระบบรากมีความแข็งแรง อาจทำให้เกิดความเสียหายกับตัวอาคารได้) ใบไม่หลุดร่วงง่ายและมันเป็นเงาสวยงาม ทนดินเค็ม แสงแดดจัด และลมแรงได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังไม่มีโรคและแมลงมารบกวน สามารถควบคุมการออกได้ด้วยการให้น้ำและการใส่ปุ๋ยอย่างถูกต้อง[4]
- เนื้อไม้กระทิง สามารถนำมาใช้งานก่อสร้าง ทำเครื่องเรือน ทำตู้ ไม้หมอนรถไฟ เครื่องมือเกษตรกรรม เช่น แอก ฯลฯ หรือใช้ทำเรือ และกระดูกงูเรือได้[4]


กระทิง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)